NOTE! This site uses cookies and similar technologies.

If you not change browser settings, you agree to it.

I understand

SDGs for All

SDGs for All is a joint media project of the global news organization International Press Syndicate (INPS) and the lay Buddhist network Soka Gakkai International (SGI). It aims to promote the Sustainable Development Goals (SDGs), which are at the heart of the 2030 Agenda for Sustainable Development, a comprehensive, far-reaching and people-centred set of universal and transformative goals and targets. It offers in-depth news and analyses of local, national, regional and global action for people, planet and prosperity. This project website is also a reference point for discussions, decisions and substantive actions related to 17 goals and 169 targets to move the world onto a sustainable and resilient path.

'สมาร์ทฟาร์ม' ทำการเกษตรไทยให้เพียงพอและยั่งยืน

โดย Kalinga Seneviratne

จันทบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย (idn) – เกษตรกรชาวไทยกำลังคืนสู่สามัญภายใต้สูตร “ไร่อัจฉริยะ” ที่ได้รับการสนับสนุนโดยเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ (ICT) ที่ผสานรวมเข้าไปในแนวคิด“เศรษฐกิจพอเพียง” ของศาสนาพุทธเพื่อทำให้โลหิตแห่งชีวิตของอาณาจักร คือเกษตรกรรมและเกษตรกรขนาดเล็ก ยั่งยืนไปสู่อนาคตอันใกล้

“เกษตรกรบางรายใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้ได้ผล [จากต้นไม้] มากขึ้น (แต่) ลำต้นมันจะตายภายในสามถึงห้าปี ที่นี่เราใช้ปุ๋ยอินทรีย์และลำต้นของเราอยู่ได้ถึง 30 ปีเลย” เกษตรกร สิทธิพงส์ ยานโส กล่าวกับ IDN ที่ไร่ทุเรียนสวนผสมที่เขียวชอุ่มของเขานี้

“เรามีใบไม้แห้งมากพอเป็นปุ๋ยของเรา” เขากล่าวเสริม โดยชี้ไปที่ภูเขาเขียวขจีที่รายล้อมพื้นที่เพาะปลูกของตน ขณะที่แสดงให้เห็นต้นกล้วยที่โตอยู่ระหว่างต้นทุเรียนของเขา เขาก็อธิบายว่าหลังเก็บเกี่ยวผลไม้จะมีการใช้ลำต้น ซึ่งเป็นเคล็ดที่ตกทอดกันมาจากบรรพบุรุษ

พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของสิทธิพงศ์ยังมีต้นกล้วย มะละกอ เงาะ องุ่น พริกไทย มะพร้าว และลำไย ซึ่งทำหน้าที่สร้างรายได้ให้เขาระหว่างฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียน เร็ว ๆ นี้เขาเพิ่งปลูกต้นกาแฟและมีพื้นที่เล็ก ๆ ของต้นยางซึ่งเสริมรายได้ให้เขา เขายังปลูกต้นไผ่ไว้บังลม และลำต้นไผ่สูง ๆ ยังเป็นวัสดุให้เขาใช้รองต้นกล้วย (เมื่อออกผล) และใช้สอยผลไม้ด้วย

“นี่เป็นสวนผลไม้ที่ช่างคิดมากค่ะ” ศาสตราจารย์กมลรัตน์ อินทรทัศน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา (CCDKM) ให้เหตุผล องค์กรของศาสตราจารย์กมลรัตน์ได้ให้ความช่วยเหลือสิทธิพงศ์ในการนำ ICT มาใช้พัฒนาความรู้ทางเกษตรอินทรีย์และการตลาดของเขา

“ปรัชญาของ CCDKM ก็คือเราทำงานด้วยการผสนามรวมฐานแนวคิดและโมเดลหุ้นส่วน โดยทำงานร่วมกับคนชายขอบค่ะ” กมลรัตน์อธิบายหลังจากเป็นเพื่อน IDN ชมรอบไร่ “สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสร้างโครงการที่สร้างรายได้… ชาวไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็ก ดังนั้นเราจึงมองหาว่าจะนำ ICT มาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำไร่อัจฉริยะในประเทศไทยได้อย่างไรค่ะ”

กมลรัตน์อธิบายต่อไปว่าเกษตรกรได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้ทาง ICT และวิธีการเข้าถึงข้อมูล “หลังจากนั้นเราฝึกอบรมวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลนี้ (เพื่อให้ทราบ) ถึงราคาของผลิตภัณฑ์เกษตร และพวกเขาเข้าถึง [โมเดล] การตั้งราคาของไร่หลายแบบ … จากตลาดของรัฐบาล เอกชน และส่งออก หลังจากนั้นเกษตรกรสามารถตัดสินใจได้ว่าราคาที่ดีที่สุดสำหรับตนเองในการขายผลิตภัณฑ์คืออะไร”

“เราแสดงให้เห็นว่า ICT สามารถนำมาใช้กับระบบการทำไร่อินทรีย์ทางระบบนิเวศน์ได้อย่างไร … การทำไร่อัจฉริยะไม่ใช่เรื่องของ ICT เท่านั้นแต่เป็นเรื่องของกรอบความคิดและกระบวนการริเริ่มในการจัดการไร่ของพวกเขาด้วยค่ะ”

เมื่อปลายปี 2558 แรงงานราวร้อยละ 35 ของไทยอยู่ในเกษตรกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรขนาดเล็กในชนบท เพื่อรักษาเกษตรกรในชนบทของประเทศไทยและทำให้การดำรงชีวิตของพวกเขายั่งยืน รัฐบาลไทยได้แนะนำโครงการมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภายใต้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเสนอขึ้นครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในปี 2541 เมื่อพระราชอาณาจักรประสบกับภัยร้ายแรงทางเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้ซึ่งได้รับอิทธิพลจากธรรมเนียมชาวพุทธอันลึกซึ้งของประเทศไทยเน้นที่ “ทางสายกลาง” คือความสำคัญของความสมดุล ทั้งความยั่งยืนและความพอเพียงต่างก็เป็นแก่นของปรัชญานี้ โดยมีการพัฒนามนุษย์เป็นเป้าหมายหลัก การแบ่งปัน (ความรู้และทรัพยากร) แทนที่จะแข่งขันและแสวงผลประโยชน์เป็นแง่มุมที่สำคัญของระบบนี้

รัฐบาลไทยจึงได้ผลักดันการจัดตั้งความร่วมมือของเกษตรกรเฉพาะพื้นที่โดยใช้ความคิดที่คล้ายคลึงกับปรัชญา “การจัดการความเสี่ยง” และ “ผู้ถือผลประโยชน์ร่วม” ในเศรษฐศาสตร์ตะวันตกซึ่งเข้ามามีความโดดเด่นในช่วง 1990s

เพื่อพัฒนาความยั่งยืนในการดำรงชีวิตของภาคชนบท รัฐบาลไทยได้วางมาตรการจำนวนมากภายใต้ปรัชญานี้ เช่นการให้กู้ยืมผ่านกองทุนหมู่บ้านและโครงการพัฒนาหมู่บ้านเพื่อพัฒนาการดำรงชีวิตของผู้คนผ่านโครงการรากหญ้าประชารัฐ

หนึ่งในการรณรงค์ภายใต้แนวทางประชารัฐ (“รัฐของประชาชน”) ก็คือแผนการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยหอการค้าพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนามาตรฐาน “Thai GAP” ซึ่งเป็นระบบประกันพืชผักผลไม้ตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) ซึ่งพิจารณาถึงการจัดการคุณภาพที่ดิน ดิน เมล็ดพันธุ์ การจัดการน้ำ การใช้ปุ๋ย การจัดการศัตรูพืช ความปลอดภัยของผู้บริโภคและการป้องกันสิ่งแวดล้อม

ทันทีที่ได้รับการรับรองโดย Thai GAP ผู้ผลิตจะได้รับรหัส QR ของตนเองเพื่อให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟน (ผู้บริโภค) สามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ การริเริ่มนี้เป็นแนวทางในการยกระดับภาคเกษตรกรรมในยุคดิจิทัลซึ่งผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้โดยตรง

CCDKM ได้ทำงานร่วมกับ “เกษตรกรอัจฉริยะ” เพื่อให้ได้การรับรอง GAP นี้ และไร่ของสิทธิพงศ์ก็เป็นหนึ่งในไร่ที่ได้รับสถานะนี้ “สำหรับเกษตรกร (ที่ได้รับการรับรอง) GAP การผลิตจะไม่เพียงต่อกับความต้องการเนื่องจากตอนนี้คนกังวลเรื่องสุขภาพกันมาก” กมลรัตน์กล่าว อย่างไรก็ตาม “ทุเรียนและกล้วยในไร่แห่งนี้มีการสั่งซื้อล่วงหน้า … ขณะนี้สวนทุเรียนมีการจองล่วงหน้าสามเดือนแล้ว”

“สวนของเราพึ่งตัวเองได้อย่างมากค่ะ ตอนนี้มีความต้องการมากจนเราตอบสนองไม่หมดเลย” นริศรา ภรรยาของสิทธิพงศ์ยืนยัน เธออธิบายว่าความพอเพียงของไร่ได้มาจากการเพิ่มแรงงานในครัวเรือนสูงสุด ซึ่งรวมถึงลูกสาวและลูกเขยของตนด้วย

เธอยังเสริมว่าการใช้ ICT ช่วยครอบครัวให้ทำการตลาดผลผลิตของตนได้กำไรและราคาผลไม้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งซูเปอร์มาร์เก็ตที่ซื้อกล้วยในราคาพิเศษ “โดยพิจารณาว่าการรับรอง GAP บ่งชี้ว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพระดับส่งออก”

สิทธิพงศ์บอก IDN ว่าตนสามารถรักษารายได้จากการเก็บเกี่ยวทุเรียน “ในธนาคาร” เนื่องจากตนได้รายได้สูงจากพืชผลอื่นเช่นกล้วย พริกไทย และมะพร้าวกระจายตลอดปี

ตอนนี้สิทธิพงศ์ได้กลายเป็นนักเผยแพร่ e-agriculture ในภูมิภาค โดยเปลี่ยนเกษตรกรคนอื่นให้หันมาสู่ปรัชญาการเกษตรอินทรีย์ที่พอเพียงและยั่งยืน เขาชี้ว่าแม้คุณจะซื้อปุ๋ยจากภายนอก ปุ๋ยอินทรีย์ก็มีราคาหนึ่งในสามของปุ๋ยเคมี ทำให้เมื่อเกษตรกรคนอื่นมาเยี่ยมไร่ของเขาและเห็นวิถีชีวิตที่สบายของเขาก็เป็นเรื่องไม่ยากเลยในการเปลี่ยนความคิด

“นี่เป็นไร่นำร่องสำหรับบอกคนอื่นว่าแม้คุณจะมีทีมสามีภรรยา คุณก็ทำไร่ของตัวเองได้ค่ะ” กมลรัตน์กล่าว “สิ่งที่สำคัญก็คือการวางแผนพืชผลของคุณตลอดเวลา”

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยได้เริ่มกระจายปรัชญาการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงของตนไปยังต่างประเทศ เมื่อประเทศไทยได้เก้าอี้ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 77 ประเทศในเดือนมกราคม 2559 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย บอกกับรัฐสมาชิกว่าโมเดลการจัดการไร่แบบองค์รวม “เศรษฐกิจพอเพียง” สามารถถูกนำมาใช้โดยรัฐส่วนใหญ่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ (SDGs) ได้ [IDN-InDepthNews – 28 มกราคม 2561]

* IDN ต้องการจะแสดงความรับทราบถึงความช่วยเหลือของศาสตราจารย์กมลรัตน์ อินทรทัศน์ และ CCDKM สำหรับการอำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชม “ไร่อัจฉริยะ”

Newsletter

Striving

Striving for People Planet and Peace 2018

Mapting

MAPTING

Fostering Global Citizenship

Partners

 


Please publish modules in offcanvas position.