NOTE! This site uses cookies and similar technologies.

If you not change browser settings, you agree to it.

I understand

SDGs for All

SDGs for All is a joint media project of the global news organization International Press Syndicate (INPS) and the lay Buddhist network Soka Gakkai International (SGI). It aims to promote the Sustainable Development Goals (SDGs), which are at the heart of the 2030 Agenda for Sustainable Development, a comprehensive, far-reaching and people-centred set of universal and transformative goals and targets. It offers in-depth news and analyses of local, national, regional and global action for people, planet and prosperity. This project website is also a reference point for discussions, decisions and substantive actions related to 17 goals and 169 targets to move the world onto a sustainable and resilient path.

การดำรงชีพอย่างยั่งยืนเบื้องหลังการจำหน่ายสินค้าบนถนนในประเทศไทย

โดย Kalinga Seneviratne

ข้าวสาร กรุงเทพ (IDN) – เมื่อผู้คนพูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนาการที่ยั่งยืน แทบไม่มีผู้ใดเลยที่เอ่ยถึงคนค้าขายริมถนนจำนวนมากที่เลี้ยงชีพบนถนนในประเทศไทยจากทั่วทั้งส่วนที่เหลือของเอเชีย

แม้แต่ความพยายามนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อยับยั้งไม่ให้พวกเขาทำธุรกิจ – เช่นเดียวกับความพยายามที่ยาวนานนับปีของผู้ว่าราชการของกรุงเทพมหานครที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการกวาดล้างคนค้าขายริมถนนบนถนนในเมือง – ผ่านไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็นได้ในสื่อ

“การจำหน่ายสินค้าบนถนนมีแนวโน้มที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังกรุงเทพ มันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแบบไทยและนักท่องเที่ยวต้องการที่จะสัมผัสมัน” Pattama Vilailert ผู้ให้คำปรึกษาด้านการท่องเที่ยวกล่าว “นักท่องเที่ยวบางรายมาประเทศไทยเพื่อลิ้มรสชาติอาหารริมทางที่สมเหตุสมผล (โดยเฉพาะ)”

Vilailert ตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากมาเที่ยวกรุงเทพ นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ภาพที่โพสต์ของแผงขายอาหารริมทางบนสื่อสังคมนั้นเป็นที่กล่าวถึงและจากนั้นคนอื่น ๆ จะมาทาน ถ่ายภาพและโพสต์มันบนสื่อสังคมเช่นเดียวกัน “มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการเดินทาง” เธอแย้ง เมื่อปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวจีนราว ๆ 10 ล้านคนมาเที่ยวที่ประเทศไทย

เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา หนึ่งเดือนหลังจากที่กรุงเทพถูกตั้งชื่อว่าเป็นจุดหมายปลายทางของอาหารริมทางที่ดีที่สุดในโลกโดย CNN กรุงเทพมหานคร (BMA) ได้ประกาศว่าจะทำการกำจัดการคนค้าขายริมถนนบนทางเดินของกรุงเทพออกไปเพื่อความสะอาด ปลอดภัยและเป็นระเบียบ

Wanlop Suwandee หัวหน้าที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวจากนั้นว่า “คนค้าขายริมถนนได้ใช้พื้นที่ทางเดินมาเป็นเวลายาวนานเกินไปและเราได้ให้พื้นที่เพื่อขายอาหารและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามกฎหมายในตลาดเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจะไม่มีการอ่อนข้อให้กับการดำเนินการนี้”

ในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ตัวแทนของคนค้าขายริมถนนจาก 50 เขตของกรุงเทพได้ยื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยสอบถามว่าพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ค้าขายต่อบนถนนเนื่องจากมันเป็นวิถีชีวิตของพวกเขาหรือไม่ มีการรายงานจากกลุ่มข่าว Nation ว่าคนค้าขายริมถนนได้บรรยายถึงมาตรการของรัฐบาลและ BMA เพื่อจำกัดขอบเขตของคนค้าขายริมถนนของกรุงเทพเพื่อออกกำหนดพื้นที่และตลาดว่ารุนแรงเกินไป

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับการยกเว้นจากการสั่งห้ามก็คือสถานที่พักของนักท่องเที่ยวแบกเป้ของข้าวสาร พื้นที่เชิงประวัติศาสตร์ที่เขตแดนติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเวลานานนับทศวรรษแล้วที่พื้นที่แห่งนี้เป็นแม่เหล็กสำหรับนักท่องเที่ยวที่จำกัดงบประมาณด้วยโฮสเทลและเกสต์เฮาส์ราคาถูก ... และคนค้าขายริมถนน

ทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวจากตะวันตกเท่านั้นหากแต่ยังมีนักท่องเที่ยวเอเชียนับพันที่สนใจวัฒนธรรมการค้าขายริมถนนของกรุงเทพ ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศที่เหมือนกับงานเทศกาลหลังจากพระอาทิตย์ลับฟ้าที่มีถนนเรียงรายเต็มไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้แบบพับได้ของแผงขายอาหารที่แทบจะปิดทางสัญจรเพื่อค้าขาย นอกจากนั้นโรงแรมและผับในบริเวณใกล้เคียงจำนวนมากยังตั้งโต๊ะและเก้าอี้แบบพับได้ของตนเองบนถนนอีกด้วย แผงขายอาหาร ‘เต็นท์’ มหาศาลถูกตั้งขึ้นบนทางเดิน โดยขายของเช่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าและของที่ระลึก ท่ามกลางของอื่น ๆ

เป็นเวลาหลายปีที่การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการค้าขายริมถนนเป็นวิถีชีวิตหลักสำหรับคนไทยหลายต่อหลายคนที่มีระดับการศึกษาต่ำ และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว มันได้กลายมาเป็นแหล่งที่มาของรายได้สำหรับครอบครัวที่ยากจนในเมือง ซึ่งบางส่วนได้อพยพมาจากหมู่บ้าน

ที่นี่ในข้าวสาร มีการกล่าวว่าคนค้าริมถนนได้จ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนต่อใครบางคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินหรือเจ้าของร้านที่พวกเขาขายอาหารของตนเอง ติดสินบนตำรวจหรือค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรในละแวกอย่างไม่เป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม นุช คนค้าขายริมถนนในวัย 40 ได้ขายก๋วยเตี๋ยวจากรถเข็นเคลื่อนที่มาเป็นเวลานานหลายปี ได้บอกกับ IDN ว่าแผงขายอาหารเคลื่อนที่ไม่ต้องจ่ายให้กับตำรวจ “หากฉันมีร้านประจำฉันก็จะต้องจ่าย” เธอบอกกับ IDN โดยเสริมว่า “ฉันมีครอบครัวในกรุงเทพที่จะต้องเลี้ยงดูจากสิ่งที่ฉันหามาได้นี้” แต่พ่อค้าใหม่ที่มีชื่อว่า ทศ ได้บ่นว่า “ผมต้องจ่ายเงินทุกวันเพื่อทำธุรกิจ ไม่มีเงิน ตำรวจก็จับผม พวกเขามาทุกวันเพื่อเอาเงิน”

หนึ่งในคนค้าขายริมถนนซึ่งเป็นหนึ่งในคนงานพม่าของเขาได้บอกกับ IDN ว่าเป็นคนกัมพูชา ได้กล่าวว่าเขาตั้งแผงขายอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน “ฉันดูแลตอนกลางคืน น้องสาวของผมมาในตอนเช้า” เขาอธิบายโดยปฏิเสธที่จะให้ชื่อของเขา เขาไม่เต็มใจที่จะบอกหากเขาจะต้องจ่ายให้กับตำรวจแต่เขาก็ระบุว่าเขาได้ระบุว่าเขาจะต้องจ่ายให้ “ใครบางคน” เพื่อดำเนินการที่นี่

เขาจ้างคนงานหนุ่มสาวราว ๆ แปดคน – ทั้งชายและหญิง – จากพม่า เขามีครัวของเขาเองและโต๊ะรวมทั้งเก้าอี้สำหรับลูกค้าของเขาใต้เต็นท์ทั้งห้า ทั้งหมดนี้จะถูกนำออกมาและเก็บไว้ในด้านหลังจากรถกระบะในเช้าวันจันทร์และนำกลับออกไปในวันอังคาร เนื่องจากแผงขายอาหารบนถนนไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการในวันจันทร์

การพูดคุยสบาย ๆ กับคนค้าขายริมถนนทำให้ IDN ทราบว่าคนค้าขายริมถนนส่วนใหญ่ที่ขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหารเช่น เสื้อผ้า รองเท้าและกระเป๋ามาจากพม่า บ้างก็มาจากเนปาล คนส่วนใหญ่จะอยู่ในวัย 20 และ 30 พวกเขาไม่เต็มใจที่จะให้ชื่อของพวกเขา หญิงชาวพม่าในวัย 30 ขายกระเป๋าและพูดว่า “เจ้านาย” ของเธอจ่ายให้เธอ 350 บาท (ประมาณ 10 ดอลลาร์) ต่อวันโดยเพิ่มค่าคอมมิชชั่นสองเปอร์เซ็นต์ทุก ๆ ยอดขาย 1,000 บาท

ชายอายุ 28 ปีที่บอกว่าชื่อของเขาคือ Kumar ได้กล่าวว่าเขาเป็นชาวเนปาลโดยกำเนิดแต่เป็นพลเมืองของพม่าที่มาจากมัณฑะเลย์ “เรามาโดยมีการประทับตราหนังสือเดินทาง (ที่ชายแดน) และทำงานที่นี่ เราถูกกฎหมายที่นี่” เขายืนกราน “ไม่มีงานในมัณฑะเลย์ เราไม่อาจทนอดอยากได้ที่นั่น ผมได้ประมาณ 15,000 บาท (ประมาณ 425 ดอลลาร์) ต่อเดือนจากเจ้านาย นี่ไม่ใช่ร้านของผม เจ้านายจ่ายให้ตำรวจเพื่อให้ผมมีร้านที่นี่... ไม่ใช่ผม”

ในเดือนมกราคม มีการรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมคนอพยพมากกว่า 1,600 รายโดยส่วนใหญ่มาจากพม่า กัมพูชาและลาวที่มาทำงานเป็นคนค้าขายริมถนนหรือร้านอาหาร ภายใต้กฎหมายใหม่ พวกเขาอาจถูกจำคุกเป็นเวลาห้าปีหรือปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท (ประมาณ 2,800 ดอลลาร์) และนายจ้างของผู้อพยพที่ผิดกฎหมายจะต้องเผชิญกับค่าปรับหนักมาก

คนนักสังคมสงเคราะห์ไทยที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยชาวพม่าเป็นเวลานานนับสองทศวรรษ แต่ไม่ต้องการเอ่ยชื่อได้บอกกับ IDN ว่ามีคนงานพม่าราว ๆ สี่ล้านคนที่ทำงานในประเทศไทยและมีเพียง 200,000 คนที่มีสถานที่ถูกกฎหมายเพื่อทำงานที่นี่ “พวกเขาจ่ายให้เจ้าหน้าที่ในบริเวณชายแดนเพื่อรับใบอนุญาตทำงาน ... นายหน้าชาวไทยได้หลายพันบาทจากพวกเขาแต่ละคน” เธออธิบาย

“ตราบเท่าที่พวกเขาสามารถพูดภาษาไทยได้ พวกเขาอดทนและคนไทยไม่สนใจ” เธอกล่าวเสริม ผู้อพยพพวกนี้มาจากวัฒนธรรมที่เกือบทุกอย่างเป็นไปอย่างผิดกฎหมาย ดังนั้นเขาจึงเห็นว่าไม่มีอะไรผิดในการทำสิ่งต่าง ๆ โดยการจ่ายเงินให้ใครบางคน”

เธอมองไม่เห็นถึงปัญหาสำหรับคนค้าขายริมถนนของไทย (ผู้ที่เปิดแผงขายอาหารทั่วไป) ในแง่ของรายได้ที่ยั่งยืนสำหรับพวกเขาจากการค้าขายบนถนน

ในความเป็นจริงแล้ว เธอตั้งข้อสังเกตว่าคนงานอพยพเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยให้การค้าขายบนถนนมีกำไรมากขึ้นและยั่งยืนสำหรับคนท้องถิ่นเนื่องจาก “ผู้อพยพซึ่งไม่มีเอกสารไม่สามารถได้รับงานที่จ่ายสูงยิ่งขึ้น ... ดังนั้นพวกเขาจะทำงานให้แก่เจ้านายเพื่อเปิดร้านบนถนนของพวกเขาหรืองานในฐานะผู้ช่วยในครัว” [IDN-InDepthNews – 15 กุมภาพันธ์ 2018]

 

Newsletter

Striving

Striving for People Planet and Peace 2019

Mapting

MAPTING

Fostering Global Citizenship

Partners

SDG Media Compact


Please publish modules in offcanvas position.